ญาตินักโทษม.112 ยื่น 3 ข้อเรียกร้องถึง “ยิ่งลักษณ์”ไม่อยากให้ซ้ำรอยกรณีอากง
น.ส.จิตรา คชเดช ผู้ประสานงานกลุ่มในนามเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ตนพร้อมมวลชนและญาตินักโทษคดีอาญามาตรา 112 ได้มายื่นหนังสือ เรียกร้อง 3 ข้อ ประกอบด้วย ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ทบทวนการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และดูแลความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะรักษาการณ์นายกรัฐมนตรี ได้มารับ หนังสือด้วยตนเอง
น.ส.จิตรา เปิดเผยว่า จากการได้พูดคุยกับนายยงยุทธ ระหว่างการยื่นหนังสือ ท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่ารับทราบทุกปัญหา เข้าใจปัญหาและคิดว่าจะแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งจะเป็นไปตามกระบวนการของประเด็นข้อเรียกร้องแต่ละข้อ โดยจะเร่งดำเนินการและพิจารณาวิธีการแต่ละเรื่องเพราะต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เมื่อมวลชนและญาตินักโทษคดีอาญามาตรา 112 เรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีว่า ไม่อยากให้เกิดกรณีผู้ต้องขังไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวกระทั่งเสียชีวิตในเรือนจำเช่นเดียวกับ นายอำพล หรือ “อากง เอสเอ็มเอส” นายยงยุทธ ได้กล่าวตอบพวกตนว่า จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกและรู้สึกเห็นใจเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น โดยจะนำเรื่องที่ได้รับร้องเรียนวันนี้ เรียนต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีอย่างรวดเร็ว
สำหรับ จดหมายที่ยื่นต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีใจความว่า เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมประชาธิปไตยและญาตินักโทษการเมือง นักโทษที่โดนคดีอาญามาตรา 112 เห็นปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมต่อนักโทษการเมืองและนักโทษที่โดนคดีอาญามาตรา 112 เกี่ยวกับสิทธิการปล่อยตัวชั่วคราวซึ่งมีความพยายามประกันตัวหลายครั้งให้กับนักโทษที่คดียังไม่สิ้นสุด และสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ จนได้มีเหตุการณ์ที่ทุกคนขวัญเสียเป็นอย่างมาก กรณี นายอำพล ตั้งนพกุล (อากง) นักโทษคดีอาญามาตรา 112 ซึ่งศาลมีคำพิพากษาลงโทษ 20 ปี โดยที่ทนายความมีความพยายามประกันตัวถึง 8 ครั้ง แม้จะอ้างหลักฐานการป่วยเป็นมะเร็ง หรือให้อาจารย์มหาวิทยาลัย 7 ท่านมาช่วยค้ำประกัน พร้อมด้วยเงินจากกรมคุ้มครองสิทธิอีก 1 ล้าน แต่ไม่ได้รับอนุญาต จนกระทั่งต้องยอมถอนอุทธรณ์และได้เสียชีวิตในเรือนจำในวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 ซึ่งสาเหตุการเสียชีวิตมาจากเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย และไม่มีการรักษาพยาบาลก่อนเสียชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานที่ควรจะได้รับ
ในขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.54 ที่ผ่านมาคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.)ได้เสนอแนะรัฐบาล ว่าควรผลักดันการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตราดังกล่าว เช่นเดียวกับ “คณะนิติราษฎร์” ที่เสนอให้มีการปรับแก้กฎหมายมาตรานี้ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรเพิกเฉยควรนำมาพิจารณา พร้อมทั้งเปิดให้สังคมได้มีการแลกเปลี่ยนถกเถียงประชาพิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
ตัวอย่างของปัญหามาตรา 112 เช่น การที่ใครๆก็ฟ้องได้ การที่ไม่อนุญาตให้พิสูจน์ “ความจริง” อย่างกฏหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา มาตรา 329 ที่ยกเว้นความผิดถ้าเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตและติชมด้วยความเป็นธรรม ขณะที่มาตรา 330 ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็น “ความจริง” ก็ไม่ต้องรับโทษ(เว้นแต่เป็นเรื่องส่วนตัว และไม่เป็น “ประโยชน์สาธารณะ”) แต่ ม.112 ไม่สามารใช้ได้ รวมทั้งมาตรานี้ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันก็ได้รับการบัญญัติขึ้นโดยคณะรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ออกคำสั่งในนามคณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดิน ยกเลิกมาตรา 112 เดิม แล้วบัญญัติ 112 ขึ้นใหม่ โดยเพิ่มโทษสูงสุดจาก 7 เป็น 15 ปี และเป็นครั้งแรกที่มีโทษขั้นต่ำของความผิดนี้ คือ “ตั้งแต่ 3 ปี” ไว้ด้วย มาตรา 112 จึงเป็น “กฎหมาย” หรือ “ผลพวง” ของคณะรัฐประหาร และขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย แม้แต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โทษสูงสุดเพียง 3 ปี และไม่มีโทษขั้นต่ำ
จึงขอให้รัฐบาลดำเนินการดังนี้
1.ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและนักโทษที่โดนคดีอาญามาตรา 112 ทันที โดยให้รวมนักโทษที่โดนคดีอาญามาตรา 112 เป็นนักโทษการเมืองด้วย
2.ให้รัฐบาลทบทวนการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์และข้อเสนอของ คอป.
3.ให้รัฐบาลเข้าไปดูแลความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำ เช่นการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐบาลทั่วไป และทันท่วงที และให้มีหมอ พยาบาล เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย และจัดอาหารที่เพียงพอ สะอาด มีประโยชน์ หลากหลายและรสชาติที่เป็นมาตรฐาน รวมถึงที่พักที่ไม่แออัดให้กับนักโทษทุกเรือนจำทั่วประเทศทันที.
ที่มา: มติชน













